May 21, 2008

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หน้าแรก






 

 

 

 

บทความ "คุณธรรมและจริยธรรม ในมุมมองของปรัญญา"

โดย ศ.กีรติ บุญเจือ

ความนำ

- สัตว์โลกทุกตัวตนอยากมีความสุขพ้นทุกข์ นี่คือสัจธรรมของชีวิต

- สัตว์โลกที่ฉลาดจึงพยายามเรียนรู้สัจธรรมดังกล่าว

- การศึกษาจึงมุ่งให้ผู้เรียน เก่ง ดี มีสุขแท้

- สุขเทียมเป็นความสุขชั่วแล่น ตามด้วยทุกข์ จึงไม่เก่ง ไม่ดี

- เก่ง คือ สามารถทำการสำเร็จอย่างบกพร่องน้อยที่สุด และใช้เวลาน้อยที่สุด

- เก่ง และไม่ดี มีความสำเร็จอย่างไร้คุณธรรม สร้างความเดือดร้อน

- เก่งและดี มีความสำเร็จอย่างมีคุณธรรม สร้างความสงบสุข

คูณธรรม คืออะไร ต่างกับจริยธรรมอย่างไร

นิยาม

- การกระทำ (action) คือผลกระทบที่สิ่งหนึ่งมีต่ออีกสิ่งหนึ่ง เช่น เขื่อนดิน กั้นน้ำ น้ำเซาะ เขื่อนดิน คนตก ต้นไม้เหมือนผลไม้ตกจากต้น

- พฤติกรรม (behavior) คือการกระทำโดยสัญชาติญาณกำหนดเป้าหมาย (ไม่มีเสรีภาพที่จะปฏิเสธ) เช่น คนไต่ต้นไม้ เหมือนตุ๊กแกไต่ต้นไม้

- ความประพฤติ (conduct) คือพฤติกรรมที่มีมโนธรรมชี้แนะ (มีเสรีภาพที่จะปฏิเสธ) เช่น คนขว้างก้อนหินใส่คนไม่เหมือนลิงขว้างก้อนหินใส่คน

- ความประพฤติดี (good conduct) คือการกระำทำตามมโนธรรมชี้แนะเป็นครั้งๆ

- ความประพฤติเลว (bad conduct) คือการกระทำฝืนมโนธรรมเป็นครั้งๆ ที่เลวมากๆ เรียกว่าประพฤติชั่ว

- คุณธรรม (virtue) คือความประพฤติดีจนเคยชินในด้านใดด้านหนึ่ง เช่น คุณธรรมแห่งความยุิติธรรม

•  กิเลส (vice) คือ ความประพฤติเลว (หรือชั่ว) จนเคยชินในด้านใดด้านหนึ่ง เช่น ขโมยจนเคยชิน

•  จริยธรรม (ethos, ethicity) คือคุณธรรมทุกด้านที่ประสานกันเป็นระบบ เช่น จริยธรรมพุทธ คริสต์ อิสลาม พราหมณ์ ฮิูนดูุ ซิกข์ จริยธรรมคอมมิวนิสต์ จริยธรรมมนุษยนิยม จริยธรรมแบบรตินิยม จริยธรรมแบบเอพีคิวเรียน จริยธรรมแบบสโทสิก เป็นต้น

•  ศีลธรรม (mores, morality) คือระบบจริยธรรมของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง

หมายเหตุ

1. จริยธรรมบางระบบเท่านั้นเป็นศีลธรรมทุกระบบ เป็นจริยธรรม

2. ในปัจจุบันนักเขียนบางคนใช้คำจริยธรรมและศีลธรรมในความหมายเดียวกัน คือจะมีคำสอนของศาสนาหรือไม่ก็ำได้

•  เศรษฐกิจพอเพียง (sufficient economy) อยู่ในเรื่องคุณธรรมความพอเพียง

•  ธรรมาภิบาล (good governance) การบริหารงานที่ดีทั้งในภาครัฐ เอกชน และส่วนบุคคล

•  สมานฉันท์ (reconciliation) จะเกิดขึ้นได้ก็โดยทุกฝ่ายยอมรับปรัชญาแห่งการไม่ยึดมั่นถือมั่น คือแต่ละฝ่ายและแต่ละคนมีหลักยึดเหนี่ยวของตนแต่ไม่ยึดติดจนเป็นการยึดมั่นถือมั่น คือยอมให้ผู้อื่นมีหลักยึดเหนี่ยวต่างจากเราได้ ในทางปฏิบัติจึงต้องเสวนากันเพื่อแสวงหาจุดร่วม สงวนจุดต่าง จุดร่วมคือจุดที่จะต้องร่วมมือกัน ส่วนจุดต่างถือว่าเป็นพรสวรรค์ที่แต่ละคนพึงใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนและส่วนรวม

 ต้องมีคุณธรรมกี่ด้านจึงเรียกได้ว่าคนดีมีจริยธรรม

คุณธรรมอาจจะมีชื่อเรียกได้ต่างๆ นานามากมาย และอาจจะเพิ่มชื่อให้มากยิ่งๆ ขึ้นได้อย่างไม่จำกัด
ความผิดเพี้ยนอาจจะขึ้นกับลักษณะต่างๆ ของการกระทำ ใครเป็นผู้ทำ ทำต่อใคร และทำอย่างไร ฯลฯ แม้ผิดเพี้ยนกันนิดเดียวก็อาจตั้งชื่อให้โดยเฉพาะได้แล้ว

แต่นักจริยศาสตร์ได้วิเคราะห์เรื่องนี้ไว้นานแล้วและเห็นพ้องต้องกันว่า ไม่ว่าคุณธรรมใด เรียกชื่อเป็นอย่างไร ต้องมีองค ์4 เป็นองค์ประกอบเสมอ มีมากมีน้อยต่างกันไปตามชนิดของคุณธรรมว่าจะเป็นองค์ประกอบใด องค์ประกอบ 4 ดังกล่าวได้ชื่อว่าคุณธรรมแม่บท 4 ประการ หากขาดประการใดแม้แต่ประการเดียวจะกลายเป็นความประพฤติเลว และถ้าทำจนเคยชินก็จะกลายเป็นกิเลสไปทันที คุณธรรมทุกชนิดจึงได้แก่คุณธรรมแม่บทผสมผสานกันในอัตราส่วนต่างๆ กันนั่นเองเปรียบเสมือนสีที่อาจจะมีชื่อเรียกได้เป็นหมื่นเป็นแสนหรือเป็นล้านชนิด แต่จริงๆ แล้วมีแม่สีอยู่เพียง 3 สีที่ผสมกันในอัตราส่วนต่างๆ ทำให้เกิดชนิดของสีที่แตกต่างกันได้ไม่รู้จบ

อย่างไรก็ตามแม่สี 3 กับคุณธรรม 4 ก็ยังมีความแตกต่างกันตรงที่ว่าแม่สีแต่ละชนิดแม้อยู่โดดเดี่ยวก็ยังเป็นสีคือ แดง เขียว เหลือง ต่างก็เป็นสีหนึ่งๆ ได้อย่างอิสระ หากเอาเพียง 2 สีใดก็ได้ผสมกันในอัตราส่วนต่างๆกัน ก็จะได้สีจริงมีชื่อเรียกต่างๆ กันมากมาย ผิดกับุณธรรมแม่บทที่ว่า แต่ละคุณธรรม หากอยู่โดดเดี่ยวก็จะได้ชื่อว่ากิเลส หรือเอาคุณธรรมแม่บท2 หรือ 3 ประการ ก็คงป็นกิเลสอยู่นั่นเอง เพราะไม่ครบองค์ 4 คุณธรรมจึงดูเหมือนว่าเป็นคุณธรรมแต่เสียศูนย์ และไม่อาจจะเป็นคุณธรรมได้

คุณธรรมแม่บท 4

คุณธรรมแม่ 4 คือ คุณธรรมที่ทำให้ความประพฤติใดๆ เป็นความประพฤติดี มีอยู่ 4 ประการ คือ

•  ความรอบคอบ (Prudence) คุณธรรมความรอบคอบมิได้หมายถึง การมีความรู้มาก "ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด" มีถมไป ความรอบคอบจึงหมายถึง การเล็งเห็น หรือการหยั่งรู้ได้ง่าย และชัดเจนว่าอะไรควรประพฤติ อะไรไม่ควรประพฤติ การแสวงหาความรู้มีส่วนช่วยให้เกิดความรอบคอบ แต่ทว่าความรอบคอบอันลึกซึ้งส่วนมากเกิดจากการคิดคำนึงและประสบการณ์

•  ความกล้าหาญ (Courage) กล้าหาญทางกายภาพ ได้แก่ กล้าเสี่ยงความยากลำบาก อันตราย และความตายเพื่ออุดมการณ์ กล้าหาญทางจิตใจ ได้แก่กล้าเสี่ยงการถูกเข้าใจผิด กล้าเผชิญการใส่ร้าย และการเยาะเย้ยโดยมั่นใจว่าตนกระทำความดี

• ความพอเพียง (Temperance) สัตว์มีสัญชาติญาณการกระตุ้นให้กระทำกิจการบางอย่างเพื่อการอยู่รอดของมัน และเผ่าพันธุ์ เมื่อหมดความจำเป็น สัญชาติญาณนั้นก็หยุดทำงานโดยอัตโนมัติ มนุษย์มีสัญชาติญานเช่นเดียวกัน แต่มนุษย์ก็ยังมีความสำนึก สามารถสำนึกและปลุกสัญชาติญาณได้ตามใจ มนุษย์จึงมักจะใช้สัญชาติญาณเลยเถิดเกินความจำเป็นตามธรรมชาติจนบางครั้งปลุกสัญชาตญาณเพื่อความพึงพอใจเท่านั้น การไม่รู้จักควบคุมพลังในตัวให้อยู่ในขอบเขตของจุดมุ่งหมายของชีวิต มักจะก่อให้เกิดปัญหายุ่งยากมากมายแก่ตัวเองและสังคม เพราะเมื่อคนหนึ่งใช้พลังเกินขอบเขตอย่างไม่ถูกต้อง ก็มักจะก้าวก่ายสิทธิอันชอบธรรมของผู้อื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น อยากสร้างความมั่นคงให้แก่อนาคตของตนและทายาท ก็จะหาวิธีสั่งสมสมบัติไว้มากๆ โดยวิธีไม่สจุริต เป็นต้น คุณธรรมความพอเพียงช่วยให้รู้ว่าอะไรควรอยู่ในขอบเขตแค่ไหน การใช้สัญชาตญาณเกินขอบเขต ก็มักจะก่อความเดือดร้อน จึงต้องฝึกให้รู้จักใช้พลังและสัญชาตญาณในขอบเขตอันควรในแต่ละสภาพและฐานะของบุคคล

ความพอเพียงได้แก่การเดินสายกลางระหว่างกิเลสที่ตรงกันข้าม เปรียบได้กับมัชฌิมาปฏิปทาในพระไตรปิฏก เช่นความกล้าหาญเป็นทางสายกลางระหว่างความขี้ขลาดกับความบ้าบิ่น ความพอเพียงเป็นทางสายกลางระหว่างความตระหนี่กับความฟุ่มเฟือย ความยุติธรรมได้การให้แก่ทุกคนตามอัตราส่วนที่เหมาะสม ให้สังเกตอยู่อย่างหนึ่งว่าทางสายกลางมิได้หมายความว่าบวกกันหารสองหรือตัวกลางของเลขคณิต แต่หมายถึงการเก็บแง่ดีจาก2 ข้างที่เลยเถิด เพื่อดำเนินชีวิตให้สูงขึ้นๆ เรื่อยๆไป ดังนั้น ทางสายกลางจึงอยู่ระหว่างกิเลสที่ตรงข้ามกัน แต่อยู่คนละระดับกิเลสเท่านั้น

•  ความยุติธรรม (Justice) ได้แ่ก่การให้แก่ทุกคนตามความเหมาะสม (giving every man his due) ดังอริสโทเทิลได้นิยามไว้ นั่นคือว่า ต้องรู้ว่าเรามีกำลังให้เท่าไร ควรให้แก่ใครเท่าไร และอย่างไร เช่นแก่ตัวเอง แก่บุคคลในครอบครัวแก่บุคคลในวงญาติ เพื่อนฝูง มิตรสหาย แก่บุคคลร่วมงาน แก่ผู้บังคับบัญชา แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา ฯลฯ ซึ่งทั้งนี้ย่อมต้องมีคุณธรรมความรอบคอบ ความกล้าหาญ และความพอดีเข้ามากำกับด้วยโดยจำเป็น ความยุติธรรมเป็นพื้นฐานของคุณธรรมทุกอย่างดังที่เพลโทได้ให้ข้อสังเกตไว้ อาจจะกล่าวได้ว่าคุณธรรมอื่นอาจเป็นเพียงแง่ต่างๆ ของความยติธรรมนั่นเอง ความยุติธรรมจึงเป็นแก่นแท้หรือสารัตถะของคุณธรรมทุกชนิด ผู้ใดมีความยุติธรรมสูงย่อมเพียบพร้อมด้วยคุณธรรมทุกอย่าง คุณธรรมบางอย่างอาจไม่ปรากฏออกมาให้เห็น เพราะไม่มีโอกาสจะแสดงออกมา แต่ถ้ามีโอกาสเมื่อใดก็พร้อมที่จะแสดงออกได้ทันทีอย่างถูกต้องเพียบพร้อม ผู้มีความยุติธรรมสูงจึงเป็นผู้มีความเป็นระเบียเรียบร้อยในตัว สังคมที่มีความยุติธรรมย่อมเป็นสังคมที่สงบสุข เพราะทุกคนมั่นใจว่าตนเองจะได้รับสิทธิอันชอบธรรม หากมีผู้ใดละเมิดก็จะได้รับการลงโทษอันควรแก่โทษ จึงมั่นใจได้ว่าไม่มีใครอยากละเมิดโดยง่าย

แต่น่าเสียดายที่ได้มีความพยายามนิยามความยุติธรรมเพื่อตอบสนองความเห็นแก่ตัวอยู่เนืองๆ จึงมีปัญหาที่ต้องขบคิดกันเรื่อยมาว่าอะไรคือความยุติธรรมที่เราจะต้องปฏิบัติในสังคม สมาชิกประเภทใดในสังคมได้สิทธิแค่ไหน ใครจะเป็นผู้กำหนดและเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นใครจะเป็นผู้ชี้ขาด จึงนับว่าเป็นปัญหาหนึ่งที่นักจริยศาสตร์ด้านต่างๆ จะต้องช่วยกันขบคิดกันเรื่อยไปในทุกยุคทุกสมัย ทุกเวลา และสถานที่ เช่น ในปัจจุบันกำลังมีปัญหาขบคิดกันว่าควรให้บุคคลมีทรัพย์สินเท่าใหร่จึงจะยุติธรรม การต่อรองระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างต้องมีเงื่อนไขอะไรบ้าง จึงจะยุติธรรม การทำแท้งอย่างเสรีจะยุติธรรมหรือไม่ ใครควรเสียภาษีให้รัฐเท่าไรจึงจะยุติธรรม รัฐควรจะช่วยคนจนอย่างไรจึงจะยุิติธรรมและไม่เป็นการส่งเสริมให้พลเมืองเกียจคร้าน เป็นต้น

วิวัฒนาการของมาตรการของความยุติธรรม

•  ความยุติธรรมคือการแก้แค้น ในสมัยแรกๆ ของมนุษย์ชาติจะพบหลักฐานทั่วๆ ไป ว่าความยุติธรรมคือการแก้แค้น เช่นถ้าญาติคนหนึ่งถูกรังแก ทุกคนในวงศ์ตระกูลจะต้องช่วยกันแก้แค้น มิฉะนั้นจะไม่ยุติธรรมแก่ผู้ที่ถูกรังแก วิธีแก้แค้นนั้นทำได้ตามใจ ทำให้ฝ่ายตรงข้ามเสียหายให้มากที่สุดเป็นใช้ได้ หรอถ้าคนในเผ่าถูกฆ่าตาย ทุกคนในเผ่าถือเป็นหน้าที่จะต้องแก้แค้นเพื่อให้ความยุติธรรมแก่ผู้ตาย ความรู้สึกที่ว่าต้องรักษาความยุติธรรมในทำนองนี้ยังมีอยู่แม้ในสมัยปัจจุบัน ผู้รักษากฏหมายบ้านเมืองหย่อนสมรรถภาพ ณ ที่ใด ประชาชนจะจัดการกันเองตามความยุติธรรมแห่งการแก้แค้น ภาพยนต์จีนที่ถือการแก้แค้นเป็นคุณธรรม (แค้นนี้ต้องชำระ) เป็นเรื่องของวรรณกรรมจีนที่เกิดขึ้นในบริบทดังกล่าว ผู้ชมพึงตระหนักถึงเรื่องนี้ และไม่ถือเอาเป็นตัวอย่างของคุณธรรมสำหรับคนในสมัยปัจจุบัน กฏหมายที่กำหนดให้ลงโทษเจ็ดชั่วโคตรก็จัดอยู่ในประเภทเดียวกันนี้

•  ความยุติธรรมคือการตอบโต้ ณ ที่ใดอารยธรรมก้าวหน้าพอสมควรผู้มีอำนาจจะออกกฏหมายควบคุมการแก้แค้น เพราะเห็นว่าการปล่อยให้แก้แค้นกันเองตามใจชอบโดยไม่มีมาตรการควบคุมการแก้แค้นนั้นมักจะกระทำกันเลยเถิด ฝ่ายที่ถูกแก้แค้นก็จะรู้สึกว่าฝ่ายตนได้รับความอยุติธรรม เพราะฉะนั้นจะต้องคุมพรรคพวกมาแก้แค้นบ้าง แก้แค้นกันไปแก้แค้นกันมา ความเสียหายจะหนักขึ้นทุกทีจนล่มจมกันทั้งสองฝ่าย เพื่อยับยั้งการทำลายกันเช่นนี้ ผู้มีอำนาจมักจะออกกฏหมายควบคุมโดยห้ามการแก้แค้นกันอย่างเสรีเสีย แต่อนุญาตให้ตอบโต้กันได้อย่างยุติธรรมเป็นทางการ เช่น ใครเป็นฆาตกรก็ควรให้เขาผู้นั้นถูกฆ่าตายตามกันไป ใครทำใหแขนเขาขากก็ควรถูกตัดแขนให้ขาดตามกันไป กฏหมายฉบับแรกของโลกซึ่งประกาศออกใช้โดยกษัตริย์ฮัมมูราบี เดินตามมาตรการยุติธรรมดังกล่าว ดังปรากฏในตัวบทกฏหมายว่า "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" เป็นต้น กฏหมายของโมเสสที่ประกาศใช้ในพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิม ก็เดินตามมาตรการความยุติธรรมดังกล่าวด้วย ผู้เขียนเชื่อว่ามาตรการความยุติธรรมของชนชาติโบราณทั่วๆ ไป และของเผ่าที่ล้าหลังในปัจจุบันก็คงเป็นไปในทำนองนี้เป็นส่วนมาก

•  ความยุติธรรมคือการชดใช้ ต่อมามนุษย์เราก็เริ่มเล็งเห็นว่าการตอบโต้โดยทำความเสียหายให้แก่ฝ่ายทำผิดนั้นมิได้ทำให้ฝ่ายตอบโต้ดีขึ้นมาเลย เพราะของที่เสียไป ก็เสียไปแล้ว ควรจะให้สิ่งอื่นที่เป็นประโยชน์ชดใช้สิ่งที่เสียหายไปจะดีกว่า เช่นนี้จะเป็นความยุติธรรมแก่ฝ่ายที่ถูกทำร้ายมากกว่า ผู้มีอำนาจจึงวางมาตรการให้ปรับเป็นสิ่งของ หรือเป็นจำนวนเงินขึ้น และเพื่อให้เข็ดหลาบก็มีการทรมาณให้เจ็บปวดด้วยกฏหมายไทยตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหงจนถึงสมัยรัชกาลี่ 5 เดินตามมาตรการนี้

•  ความยุติธรรมคือการให้โอกาสป้องกันตัว แต่เดิมฝ่ายที่ฟ้องเป็นฝ่ายได้เปรียบ ฝ่ายที่ถูกฟ้องแม้ไม่ได้ทำผิดก็มักจะแก้ตัวไม่ได้ ต่อมาเมื่อมีการลงโทษโดยไม่ให้โอกาสจำเลยแก้ตัวนั้นไม่ยุติธรรม จึงได้มีการออกกฏหมายเปิดโอกาสให้จำเลยได้ป้องกันตนเอง และถ้าโจทก์ไม่มีหลักฐานหนักแน่นพอ ก็ต้องยกผลประโยชน์ให้แก่จำเลย ดังมาตรการของศาลสถิตยุติธรรม ในปัจจุบันที่ถือว่าจำเลยไม่ผิดเว้นแต่จะมีหลักฐานผูกมัดเพียงพอ การปรับปรุงการศาลของพระปิยะมหาราชเดินตามมาตรการนี้ และกฏหมายไทยยังยึดถือเป็นหลักมาตราบเท่าทุกวันนี้ ทั้งๆ ที่ความรู้ด้านอื่นก้าวหน้าไปมากแล้ว ผลก็คือผู้ร้ายได้ใจไปตามๆ กัน นักเขียนการ์ตูน ประยูร จรรยาวงศ์ล้อเลียนอยู่บ่อยๆ ว่ากฏหมายชราภาพ

•  ความยุติธรรมคือการเสวนา ในสภาพปัจจุบัน นักแก้ปัญหาต้องไม่มองปัญหาอะไรเพียงด้านเดียว แต่จะต้องพยายามมองรอบด้านเพื่อให้เกิดการเข้าใจอย่างดีเกี่ยวกับสถานการณ์ตลอดจนตัวปัญหา และความต้องการของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งนี้จะได้หาทางสายกลางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละสถานการณ์ ในเรื่องของความยุติธรรมก็เช่นกัน จะระบุลงไปเป็นสูตรสำเร็จรูปไม่ได้ว่าอย่างไรจึงจะยุติธรรม ควรจะใช้วิธีการวิเคราะห์ปัญหาและพิจารณาส่วนได้ส่วนเสียจากทุกทางเพื่อให้ทุกคนได้รับตามสิทธิของตน นี่คือความยุติธรรมแบบเสวนา แม้จะเสียเวลายุ่งยากมาก แต่ก็ควรใช้เป็นหลักการอย่างยิ่งสำหรับสังคมปัจจุบัน เสวนาเป็นการเจรจาเพื่อเข้าใจปัญหา ความคิดเห็นความต้องการ และสถานการณ์เกี่ยวข้องทุกอย่าง โดยมีความจริงใจและบริสุทธิ์ใจต่อกัน ผิดกับการเจรจาเพื่อต่อรอง ซึ่งต่างฝ่ายต่างมุ่งเรียกร้อง และรักษาผลประโยชน์ของตนอย่างเต็มที่ วิธีหลังนี้เกิดความยุติธรรมได้ยาก จึงควรฝึกการเจรจาแบบเสวนาทุกรูปแบบ ความยุติธรรมและความสงบสุขร่มเย็นจึงมีหวังเกิดขึ้นได้ในสังคมปัจจุบันของเรา คือยุติธรรมจากการเสวนา

  มโนธรรม คืออะไร

ได้กล่าวมาข้างต้นว่า มโนธรรมเป็นองค์ประกอบสำคัญอันขาดมิได้ เพราะเป็นองค์ประกอบที่ทำให้พฤติกรรมกลายเป็นความประพฤติ รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว อันเป็นเงื่อนไจที่เปิดโอกาสให้มนุษย์ได้ตัดสินใจด้วยเจตจำนงเสรีเฉพาะตัวว่าจะทำดีหรือทำั่ชั่ว ในเมื่อมีสิทธิเลือกความรับผิดชอบต่อการเลือกของตนก็ตาม และนี่คือศักดิ์ศรีและความยิ่งใหญ่ของมนุษย์เหนือสัตว์โลกทั้งหลาย คือมีความสามารถเลือกและรับผิดชอบทำให้ความดีมีค่าสมควรยกย่อง และความชั่วทำให้เสื่อมเสีย สมควรประฌามว่ากล่าว

ดังนั้นจึงควรวิเคราะห์กันให้ถ่องแท้สักหน่อยถึงความตื้นลึกหนาบางของมโนธรรมเพื่อให้ตระหนักในคุณค่าของคุณธรรม และมีกำลังใจที่จะมุ่งมั่นทำดีหนีชั่วจนเป็นคุณธรรม

มนุษย์ทำอะไรย่อมมีเป้าหมายของตนเอง

มนุษย์เรามีส่วนเหมือนสัตว์เดียรัจฉานทั้งหลายที่ตรงว่าทำอะไรมีเป้าหมายที่มาจากสัญชาตญาณ คือไม่ได้คิดเอง แต่ธรรมชาติผลักดันให้ทำ เพราะมีเป้าหมายตามสัญชาตญาณเพื่อเอาตัวรอด และการดำรงอยู่ของมนุษยชาิติ เช่นการกิน อยู่ หลับนอน เป็นต้น นอกเหนือไปจากนั้นมนุษย์ยังมีเป้ามายจากใจของตนเองซึ่งจะแตก่างกันไปตามบคคล เมื่อมนุษย์รู้เป้าหมายแล้วไม่ว่าจะมาจากสัญชาตญาณ หรือจากใจของตนเอง มนุษย์เรามีเสรีภาพตัดสินใจเลือกว่าจะเดินตามหรือไม่ก็ได้ ซึ่งสัตว์เดียรัจฉานไม่สามารถกระทำำได้

นักศึกษามานั่งในห้องนี้เพระาสัญชาตญาณผลักดันให้มาใช่ไหม เพราะสนุกและให้ความพอใจมากที่สุดจึงพากันมานั่งในห้องนี้ใช่ไหม ถ้าไม่ใช่ก็ขอให้คิดดูว่ามานั่งในห้องนี้เพื่ออะไร เพื่อสอบผ่านใช่ไหม ถ้าเช่นนั้นการสอบผ่านก็เป็นเป้าหมาย (end) ของการมานั่งในห้องนี้ และการนั่งในห้องนี้ก็คือวิถี (means) ไปสู่เป้าหมายของมัน ถามต่อไปว่าจะสอบผ่านไปทำไม ยังตอบได้ว่าเพื่อได้หน่วยกิต ดังนั้นการสอบผ่านจึงเป็นเป้าหมาย (end) ของการมานั่งในห้องนี้ และการนั่งในห้องนี้ก็คือวิถี (means) ไป สู่เป้าหมายของมัน ถามต่อไปว่าจะสอบผ่านไปทำไม ยังตอบได้ว่าเพื่อได้หน่วยกิต ดังนั้นการสอบผ่านจึงเป็นเพียงเป้าหมายเฉพาะกิจ นั่นคือเป็นเป้าหมายของวิถีที่ต่ำกว่า และในขระเดียวกันก็เป็นวิถีสู่เป้าหมายที่สูงกว่า ถามต่อไปว่าได้หน่วยกิตเพื่ออะไรเพื่อได้ปริญญา เพื่อได้งานทำดีๆ เพื่อได้เงินมากๆ เพื่อหาควาสะดวกสบายในชีวิต เหล่านี้ล้วนเป็นเป้าหมายเฉพาะกิจทั้งสิ้น

ครั้งถามว่าอยากได้ความสะดวกสบายในชีวิตไปทำไม บางนตอบต่อไปไม่ได้แล้ว เพราะนั่นเป็นเป้าหมายสุดท้ายของเขา (final end) แต่บางคนยังตอบต่อไปได้เช่น เพื่อมิโอกาสปฏิบัติศาสนกิจ เพื่อบรรลุสวรรค์หรือนิพพาน(ตามความเชื่อของแต่ละศาสนา) ถ้าจะถามต่อไปว่าอยากไปสวรรค์หรือนิพพานเพื่ออะไร ก็จะตอบต่อไปไม่ได้แล้ว มันเป็นเป้าหมายสุดท้ายของผู้มีศาสนาในใจ

จึงเห็นได้ว่า เป้าหมายสุดท้ายของคนเราไม่เหมือนกันบางคนก็จบลงแต่ความสะดวกสบายในโลกนี้ อยากกินอะไรได้กิน อยากทำอะไรได้ทำ อยากเที่ยวที่ไหนได้เที่ยวนอกจากนั้นไม่สนใจ เราเรียกพวกนี้ว่าในใจห้องขวาของเขามีอภิปรัชญาแบบสารนิยม

(Materialism) หรือธรรมชาตินิยม (Naturalism) นั่นคือไม่เชื่อว่ามีชีวิตเหนือธรรมชาติหรือชีวิตหลังความตาย

ธรรมชาตินิยมต่างกับสสารนิยมตรงที่เชื่อว่าจิตซึ่งเป็นองค์ประกอบของมนุษย์ สัตว์ และพืช แต่จิตไม่่วิญญาณอมตะจิตแบบนี้จะสลายตัวไปพร้อมกับความตาย ส่วนสสารนิยมเชื่อว่าจิตไม่มี ที่เรียกว่าจิตนั้นคือพลังของสสารซึ่งผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์ทึกทักเอาว่าเป็นจิตหรือวิญญาณ

  การบริหารงานที่ดี (Good Governmece)

ต้องมีเป้าหมายชัดเจนและมีนโยบายบริหารทรัพยากรทุกอย่างที่มีเื่พื่อให้บรรลุเป้ามหายได้อย่างมีประสิทธิผลสูงสุด ใช้เวลาน้อยที่สุด และใช้จ่ายน้อยที่สุด

ทรัพยากรแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คืด ทรัพยากรมนุษย์และทรัพยากรทรัพย์สิน ที่สำคัญคือทรัพยากรมนุษย์ เพราะเป็นฝ่ายใช้ทรัพยากรทรัพย์สินตามความรู้ ความสามารถ อุดมการณ์ และการตัดสินใจของแต่ละคน

การบริหารทรัพยากรมนุษย์จึงต้องยืดหยุ่นภายใน 3 เกณฑ์ คือ เกณฑ์จำเป็น (necessary standard) เกณฑ์เสริม (supplementary which may become complimentary) และเกณฑ์ส่งเสริม (supporting standard)

การบริหารงานที่ดีของรัฐบาล (Good Governance of the Good Government)

รัฐบาลที่ดีต้องใช้ทั้ง 3 เกณฑ์ โดยผสมผสานกันอย่างเหมาะสมด้วยคุณธรรมพอเพียง คือ

•  เกณฑ์จำเป็น ต้องออกกฏหมายที่กระตุ้นให้พลเมืองขยันขันแข็งทำงาน โดยมุ่งแสวงหาประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องเพื่อเศรษฐกิจมั่นคง และความมั่คงปลอดภัยของชาติ

แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องควบคุมอย่างเพียงพอมิให้ความขยันขันแข็งของใครมีผลกระทบต่อผลประโยชน์ที่ถูกต้องตามกฏหมายของผู้อื่นโดยเขาไม่ยินยอม

เบื้องหลังของฏฏหมายก็คือ สมมุติว่าสมาชิกทุกคนเห็นแก่ัตัว ผู้รับผิดชอบด้านกฏหมายทุกฝ่าย คือผู้ออกกฏหมาย ผู้รักษากฏหมาย และผู้ชี้ขาดกฏหมายในหน้าที่ของแต่ละฝ่ายต้องสมมุติว่าทุกคนเห็นแก่ตัว จึงต้องใช้กฏหมายเพื่อควบคุมการเห็นแก่ตัวของทุกคนโดยไม่ไว้หน้า โดยถือว่าใครก็อาจจะใช้ช่องโหว่ของกฏหมายหรือกล้าเลี่ยงกฏหมายเพื่อเอาเปรียบผู้อื่นได้ทั้งสิ้น กฏหมายมีช่องโหว่คือกฏหมายอ่อนแอ และขาดความศักดิ์สิทธิ์

•  เกณฑ์เสริม รัฐบาลที่ดีจะต้องเสริมด้วยศาสนา ไม่ใช่เพียงแต่จะส่งเสริมโดยถือว่าคำสอนของศาสนาเป็นส่วนเสริมที่จำเป็นสำหรับคุณภาพชีวิตขอพลเมือง ซึ่งจะมีผลต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของชาติ ในสมัยก่อน หลายรัฐบาลจึงเอาคำสอนมาเป็นเกณฑ์จำเป็น คือเอาศีลธรรมของศาสนาที่คนส่วนใหญ่นับถือออกเป็นกฏหมายของชาติเสียเลย แต่ในปัจจุบันไม่นิยมทำกัน เพราะมักจะมีปัญหากับชนกลุ่มน้อยที่มีศาสนาของตนเอง จึงนิยมใช้เป็นเกณฑ์เสริม คือไม่เพียงแต่ส่งเสริมแต่ออกกฏหมายเสริมเพื่อคุ้มครองและช่วยศาสนาที่รัฐบาลรับรองให้สามารถใช้ศักยภาพของแต่ละศาสนาให้เต็มที่ในการอบรมสั่งสอนตามคติของแต่ละศาสนา

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็มีนโยบายให้ศาสนาต่างๆ ให้มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน และร่วมมือกันเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ อย่างไรก็ตามเนื่องจากในปัจจุบันมีผู้ประกาศตัวไม่นับถือศาสนาใดทั้งสิ้น จึงต้องมีเกณฑ์ที่ 3

เบื้องหลังของนโยบายศาสนาก็คือคนส่วนมากเชื่อและหวังชีวิตที่ดีในโลกหน้า เรียกว่าศรัทธา เมื่อศรัทธาแล้วก็พร้อมที่จะเสียสละตามระดับของศรีัทธาถึงขนาดชีวิตก็ยอมพลีได้โดยง่าย

•  เกณฑ์ส่งเสริม ถ้ามีเพียงกฏหมายและศาสนาเท่านั้น ก็ยังอาจจะมีจุดอ่อนในสังคมที่อาจจะเสริมได้โดยส่งเสริมให้มีการจัดตั้งสมาคมอิสระที่มีอุดมคติ จะทำอะไรก็ได้ที่กฏหมายบ้านเมืองและองค์การศาสนาของชาติครอบคลุมไม่ถึง สมาคมอาจจะรวมถึงองค์การศาสนาที่ยังไม่ได้รับรู้จากรัฐบาลก็ได้ รัฐบาลมีหน้าที่ออกกฏหมายคุ้มครองให้อยู่ในกรอบของกฏหมายและไม่ละเมิดประเพณีอันดีงาม ตลอดจนให้ความคุ้มครองให้ทำงานตามอุดมคติได้โดยสะดวก และส่งเสริมให้สามารถเลี้ยงตัวได้ ไม่ควรเป็นภาระด้านการเงินแก่รัฐบาลโดยไม่จำเป็น เพื่อป้องกันมิให้ตั้งสมาคมเป็นฉากบังหน้าหาผลประโยชน์แทนเสียสละเพื่ออุดมคติ

เบื้องหลังของนโยบายนี้ก็คือ บางคนอาจจะศรัทธาต่อศาสนาใดแล้ว หรือยังไม่มีศาสนาใดเลยก็ตาม ก็อาจจะมีจิตสำนึกด้วยเหุผลส่นตัว เรียกว่าจิตสำนึกในหน้าที่ (Duty Call) คือรู้สึกว่าเกิดมาเป็นคนทั้งที มีหน้าที่ต้องทำอะไร ฝากไว้ในประวัติศาสตร์ให้คนสรรเสริญแม้ตัวตายไปแล้ว

นี่เป็นเพียงตัวอย่างการบริหารงานที่ดีทุกระดับและทุกด้าน พึงหาความพอเพียงและพอดีระหว่าง 3 เกณฑ์อย่างเหมาะสม

เื่รื่องที่ควรขยายต่อไปคือ

•  เป้ามาหสูงสุดของแต่ละคนมาจากไหน (ปรัชญาชาวบ้าน+ ปรัชญาของนักปราชญ์)

•  อิทธิพลต่อการตัดสินใจของมนุษย์มีะไรบ้าง (อิทธิพลภายใน+ อิทธิพลภายนอก)

•  ขุมพลังปฏิบัติคุณธรรมมีอะไรบ้าง (พลังสร้างสรค์ พลังปรับตัว พลังแสวงหา พลังร่วมมือ)

•  คุณธรรมทำให้ชีวิตมีคุณค่าอย่างไร (To-be-a-man-for-himself)

•  คุณธรรมจูงใจให้มนุษย์อยากมีสมานฉันท์ อย่างไร (To-be-a-man-with-other)

•  คุณธรรมจูงใจให้มนุษย์อยากอุทิศตน อย่างไร (To-be-a-man-for-other)

•  คุณธรรมจูงใจให้มนุษย์รักษาสิ่งแวดล้อม อย่างไร (To-be-a-man-for-the-world)

•  ปรัชญาหลังนวยุคคืออะไร